ange ~*

I have kissed only one frog and I believe that he is a prince but maybe he is not mine …

กรุสำหรับ เมษายน, 2007

วันเหงา*

อากาศดีดี
(ใครบอก .. พายุเข้าเนี่ยนะ เรียก อากาศดี)

[ก็ ... อยากขึ้นต้นอย่างนี้นี่ .. มันฟังดู
มีความสุข และสบายใจ]

อากาศดีดี
มีลมพัดเย็นๆ
(ที่มาพร้อมลมแรงๆ อีกวูบใหญ่ ต้นไม้ปลิว)
หอบเอาฝนเย็นช่ำมาด้วย
(ทำท่าจะตกหนัก แต่ร้อนท่าเดียว ไม่ยักกะตกจริง)
[ -*- ขัดคอจริง ]

อารมณ์ดี อยากไปนั่งกินข้าว ฟังเพลง
นั่งร้านน่ารักๆ เปิดเพลงเบาๆ
น่าสบายอารมณ์จะตายไป

แต่เอาเข้าจริง
อยากนั่งเงียบๆ ฟังเพลงของ norah jones เบาๆ
แล้วอ่านหนังสือดีดีสักเล่ม สองเล่ม
น่าสบายอารมณ์มากกว่า

(จะสบายมากกว่า ถ้าได้นอนซุกอ่านหนังสือ พิงหลังใครสักคน)
[ไม่ใช่ใครสักคน ... แต่ต้องเป็น .. ใครคนนั้น]
(อืมม .. นั่นละ)

….

ช่วงเวลาเย็นๆ ฟ้าครึ้มๆ อย่างนี้
อยากนอนในผ้านวมอุ่นๆ
ฟังเพลง แล้วก็หลับไป

หรือไม่ก็
นั่งกินข้าว คุยเบาๆ กับเพื่อนสนิท
ฟังดนตรีเล่นสด
บรรยากาศเบาๆ สบายๆ

….

คุยกับความคิดของตัวเอง
ก็ทำให้คลายเหงาได้
แถมรอยยิ้มบางๆ แต้มบนใบหน้า

แค่คิดถึง … สิ่งที่อยากทำ
กับช่วงเวลาเหงาๆ

ก็เท่านั้น

นึกถึง ฤ คิดถึง

นึกถึง ฤ คิดถึง

เคยถามให้ใครคนหนึ่งจำกัดความเอาไว้

เขาว่า นึกถึงนั้นเบาบางในหัวใจ
อาจรู้สึกได้แค่ในบางเวลา

เดินผ่านม่านความทรงจำเก่าก่อน
แล้วนึกย้อนถึงคืนวันถวิลหา
ความรู้สึกวันนั้น … คือ นึกถึง กาลเวลา
ในรอยจำที่ผ่านมา ยังไม่เลือน

คิดถึง คิดถึง เกิดทุกเมื่อ
ไม่ว่าขึ้นรถ ลงเรือ ก็คิดถึง
จะกินข้าวดูหนัง ยังคำนึง
คิดถึง คิดถึง ตลอดทุกนาที

คิดถึง คนที่ทำให้หัวใจหนัก
คิดถึง เพราะความรักยังเต็มให้รู้สึก
คิดถึง คิดถึง ย้ำรอยลึก
ไม่ใช่แค่สัมผัสแผ่วที่รู้สึก
แต่ฝังลึก … เกินลบเลือน

….

  • ยังคิดถึง เพราะเขายังมี “น้ำหนัก” ในหัวใจ
    แม้จะเบาบางลงไป
    แต่ก็รู้ว่า … ยังรู้สึก
  • ยิ้มให้กับความผิดหวัง*

    ยิ้มให้กับความผิดหวัง*

    เธอบอกไม่เข้าใจ บอกไม่เข้าใจคนอย่างฉัน

    ฉันยิ้มได้อย่างไร ยิ้มได้อย่างไร

    เมื่อเธอมาบอกกันว่าขอลา

    ฉันที่เคยรักเธอ ก็ยังรักเธอเหมือนผ่านมา

    ฉันยิ้มเพราะมันเหนื่อย ไม่เหลือแรงบีบน้ำตา

    ถึงเวลาต้องยิ้มให้มัน

    ยิ้มให้ความผิดหวังอย่างคนคุ้นเคย

    ยิ้มให้ความมืดมนอย่างคนรู้จักกัน

    นี่คือเพื่อนเก่า ที่เราต้องเจอ

    เจอกันมานานแสนนาน

    ร้องไห้ให้กับมันช่างดูง่ายดาย

    เหมือนมันไม่ท้าทายเท่าเรายิ้มให้มัน

    สุขก็ยิ้มได้ เจ็บก็ยิ้มได้ ให้ราคามันเท่ากัน

    ยิ้มให้มันก็พอ

    ฉันไม่ได้แข็งแรง ไม่ได้มั่นคง สักเท่าไหร่

    แค่รู้ว่าบางที แอบยิ้มตอนที่เสียใจ

    เหมือนอะไรก็ง่ายขึ้นมา


    ฟังเพลงนี้แล้ว รู้สึกว่า คนเราจะเติบโตอย่างเข้มแข็งได้นั้น

    ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ เสียใจ ด้วยรอยยิ้มให้ได้

    ในรอยยิ้ม … ไม่ใช่ไม่เจ็บ ไม่ใช่ไม่เสียใจ

    แต่พร้อมที่จะเผชิญหน้า …

    แม้ว่าจะมีความกลัวอยู่ภายในจิตใจ

    แต่ก็พร้อมที่จะลุกขึ้น และก้าวต่อไป

    แม้จะเจ็บ แต่ก็พร้อมจะหาย

    พร้อมจะมองโลกอย่างสดใส … อีกครั้ง


    ร้องไห้ให้กับมันช่างดูง่ายดาย

    เหมือนมันไม่ท้าทายเท่าเรายิ้มให้มัน

    ชอบประโยคนี้

    จริง … ที่ร้องไห้ ช่างดูง่ายดาย

    การที่เรายิ้มกับมันได้ … มันท้าทายกว่าเยอะ

    รอยยิ้ม … บอกให้เรารู้ว่า

    เราจะผ่านมันไปได้ … ในสักวัน

    ….

    วันนี้ ฉันเองก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรนักหนา

    แต่ฉันรู้ว่า ฉันเติบโตขึ้น

    และพร้อมจะยิ้มให้กับความทุกข์ ความเสียใจ

    หรือ อะไรก็ตามที่ฉันจะต้องเจอะเจอ

    อาจยังคงมีรอยน้ำตาหลงเหลืออยู่บ้าง

    แต่ .. ฉันก็มีรอยยิ้ม … แต่งแต้มใบหน้า

    มากกว่าคราบน้ำตาเกรอะกรัง

    ….

    ฉันได้แต่บอกตัวเอง … แล้วมันจะผ่านไป …

    sometimes

    sometimes the best way to love is to leave*

    If only it were this simple…

    If only it were this simple…

    (Written by kids)

     

     

    HOW DO YOU DECIDE WHO TO MARRY ?

     

    You got to find somebody who likes the same stuff. Like, if you like sports, she should like it that you like sports, and she should keep the chips and dip coming.

    Alan, age 10

     

     

    No person really decides before they grow up who they are going to marry. God decides it all way before, and you get to find out later who you are stuck with.

    Kristen, age 10

     

     

     

    WHAT IS THE RIGHT AGE TO GET MARRIED ?

     

    Twenty-three is the best age because you know the person FOREVER by then.

    Camille, age 10

     

     

     

    HOW CAN A STRANGER TELL IF TWO PEOPLE ARE MARRIED ?

     

    You might have to guess, based on weather they seem to be yelling at the same kids.

    Derrick, age 8

     

     

     

    WHAT DO YOU THINK YOUR MOM AND DAD HAVE IN COMMON ?

     

    Both don’t want any more kids.

    Lori, age 8

     

     

     

    WHAT DO MOST PEOPLE DO ON A DATE ?

     

    Dates are for having fun, and people should use them to get to know each other. Even boys have something to say if you listen long enough.

    Lynnette, age 8 (isn’t she a treasure!)

     

     

    On the first date, they just tell each other lies and that usually gets them interested enough to go for a second date.

    Martin, age 10

     

     

     

    WHAT WOULD YOU DO ON THE FIRST DATE THAT WAS TURNING SOUR ?

     

    I’d run home and play dead. The next day I would call all the newspapers and make sure they wrote about me in all the dead columns.

    Craig, age 9

     

     

     

    WHEN IS IT OKAY TO KISS SOMEONE ?

     

    When they‘re rich.

    Pam, age 7

     

     

    The law says you have to be eighteen, so I wouldn’t want to mess with that.

    Curt, age 7

     

     

    The rule goes like this; if you kiss someone, then you should marry them and have kids with them. It’s the right thing to do.

    Howard, age 8

     

     

     

    IS IT BETTER TO BE SINGLE OR MARRIED ?

     

    It’s better for girls to be single but not for boys. Boys need someone to clean up after them.

    Anita, age 9

     

     

     

    HOW WOULD THE WORLD BE DIFFERENT IF PEOPLE DIDN’T GET MARRIED ?

     

    There sure would be a lot of kids to explain, wouldn’t there ?

    Kelvin, age 8

     

     

     

     

    And the #1 Favorite is

    …………….

    …………….

    …………….

     

     

     

     

    HOW WOULD YOU MAKE A MARRIAGE WORK ?

     

    Tell your wife that she looks pretty, even if she looks like a dump truck.

    Ricky, age 10

     

    Copy from ottoman.diaryis.com

    something that is missing from my  mind

    ระยะ

    เคยเขียนเรื่อง ระยะ ลงในไดอารี่มาครั้งหนึ่ง
    วันนี้นึกถึง ระยะ อีกครั้ง

    ฉันว่า ในความสัมพันธ์แต่ละความสัมพันธ์ของแต่ละคน
    ต่างต้องมีระยะที่พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป
    ระยะของคนนี้ กับอีกคน ก็ไม่เท่ากัน
    อยู่ที่ความสัมพันธ์ ช่วงเวลา และอีกหลายๆ ปัจจัย

    พูดๆ ฟังดูเหมือนไม่ยากอะไร
    แต่ไอ้แค่คำว่า “พอดี” นี่ละ ที่ยากเหลือเกิน
    เพราะความพอดีของแต่ละคนไม่เท่ากัน

    สำหรับเรา อย่างนี้เห็นว่า พอดีแล้ว
    แต่มันอาจมากไป หรือ น้อยไป สำหรับอีกฝ่ายก็ได้

    แล้วจะทำอย่างไร ?

    เขาถึงบอกกันว่า ในความสัมพันธ์ต่างๆ
    เราต้องปรับตัวเข้าหากัน
    ไม่ใช่เฉพาะกับคนรักหรอก
    กับครอบครัว กับเพื่อน หรือคนรอบข้าง
    เราต่างต้องปรับตัวด้วยกันทั้งนั้น
    ไม่เช่นนั้นเราก็อยู่ร่วมกันไม่ได้
    หรือ เกิดความร้าวฉานในความสัมพันธ์นั่นเอง

    การปรับตัวนั้นจะทำได้เราก็ต้องรู้จักใส่ใจ
    ใส่ใจ สนใจ ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
    สิ่งไหนเขาชอบ สิ่งไหนไม่ชอบ
    แล้วค่อยปรับ ค่อยจูนเข้าหากัน
    อะไรที่ปรับได้ ก็ปรับแก้เสีย
    อะไรที่ยากไป ก็ลองถามให้อีกฝ่ายปรับดู
    สุดท้าย มันอยู่ที่ เรายอมรับกันและกันได้มากแค่ไหน
    ใส่ใจในความรู้สึกของกันมากเท่าไหร่

    เท่านั้นเอง

    กับความรัก สำหรับฉัน
    จำได้ว่า เราเคยมีระยะที่ใกล้กันมากที่สุด
    และห่างไกลกันมากที่สุด เช่นกัน
    ยังไม่เคยมีความ “พอดี” ในความสัมพันธ์ของฉันกับเขาเลย

    ตอนนี้ เป็นระยะที่ใกล้คำว่า “พอดี” มากที่สุดระหว่างเรา
    เป็นระยะ ที่ฉันและเขามองเห็นกันและกันอยู่
    ยังคงยิ้มให้กัน รับรู้ว่า ยังมีอีกคนอยู่ตรงนั้น
    แต่ … ไม่ใกล้ไปกว่านั้น

    ที่บอกว่า ใกล้คำว่า “พอดี” ก็เพราะว่า
    สำหรับฉันแล้ว ตัวฉันเอง ยังละความรู้สึกที่อยาก “ใกล้” มากขึ้นกว่านี้ไม่ได้
    แค่รับรู้ว่า “ไม่ได้” แต่ยังมี “ความอยาก” ใกล้อยู่นั่นเอง
    ส่วนตัวเขานั้น ฉันไม่รู้หรอกว่า มันพอดีสำหรับเขาหรือยัง
    รู้เพียงแต่ว่า เขาจะอยู่ใกล้หรือไกลอย่างไร
    มองมาเมื่อไหร่ ก็ยังเห็นฉันยืนยิ้มอยู่ที่เดิมเสมอ
    ไม่ดีเลยสำหรับฉัน แต่คงดีสำหรับเขาละ

    ฟังดูเหมือนเขาเห็นแก่ตัว
    แต่สำหรับฉันแล้ว คนที่ไกลมากๆ มาครั้งหนึ่ง
    ฉันรู้ดีว่า เขาปรับตัวมากขึ้นแล้ว

    อย่างน้อย ฉันก็สามารถมองเห็นเขายืนยิ้มให้ฉันได้บ่อยขึ้นกว่าเดิม
    และหลายๆ ครั้งหากมองไม่เห็นเขา
    ก็สามารถเรียกให้เขาหันมายิ้มให้ได้
    โดยไม่ได้ทำหน้ารำคาญใจแต่อย่างใด

    เป็นระยะที่เกือบจะน่าพึงพอใจ
    ถ้าเพียงแต่ฉันจะรู้จัก “คิดถึง”เขาให้น้อยลงกว่านี้
    คงจะ “พอดี” สำหรับเรา

    ระยะที่เยื่อใยยังผูกพันเราเอาไว้
    ระยะที่ไม่อาจใกล้มากกว่านี้
    แต่ก็ไม่มีอะไรทำให้เราไกลไปกว่าเดิม

    ระยะที่มีเรา มีตาบ๊องของยัยบ๊อง
    มียัยบ๊องของตาบ๊อง
    มีเค้า มีตัวเอง
    แต่ … ยังคงไม่มี “เรา”

    เขาถึงบอกกันว่า …
    มนุษย์เรา ไม่เคยรู้จักคำว่า “พอดี” เสียที

    ฝัน

    ฉันชอบฝัน

    ไม่ปฏิเสธว่าหลายครั้งมันเป็นแค่ เพ้อฝัน

    ฉันว่า คนเรามีชีวิตอยู่ไม่ได้หากไม่มีฝัน
    แต่ถ้ามัวแต่ฝันอย่างเดียว ก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้เช่นกัน

    สำหรับฉัน ถึงจะเป็นคนที่ชอบฝัน
    แต่ฉันก็รู้ตัวเสมอว่า สิ่งที่ฉันฝันนั้น
    มันเป็นแค่ฝันสนุกๆ ให้ตัวเองได้ยิ้มออก
    หรือ เป็นฝันที่ฉันสามารถทำให้เป็นจริงได้

    คนเราฝันได้เสมอ จะมากเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหน ก็ฝันได้ ถ้ารู้ตัว
    ตรงนี้สำคัญ ต้องรู้ตัว

    แต่คนส่วนมากมักไม่รู้ หรือ เผลอไผล
    เอาความฝันมาปนกับความจริง
    จนแยกไม่ออกว่า ไหนคือ ฝันเพ้อ ไหนคือ จริงจัง

    ….

    วันนี้ฉันก็นั่งฝัน
    ฝันไปกับวันสนุกๆ ที่ฉันมีและสิ่งที่ฉันอยากทำ
    ฝันแล้วก็อมยิ้มกับตัวเอง
    รู้ดี ไม่มีวันเป็นจริง
    แต่มันก็เหมือนดูละครฉากหนึ่ง
    สนุกไปกับมัน ยิ้มไปกับมัน

    แค่ฝันเล็กๆ ให้รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า
    พอแล้ว

    ….

    series เกาหลี

    ไปอ่านที่บอร์ดช่างคุยไม่หลับไม่นอน เรื่อง series เกาหลี
    อ่านแล้วนึกอยากตามหาเรื่องรัก 4 ฤดูเสียให้ครบ

    - autumn in my heart
    - winter love song
    - spring waltz
    - summer scent

    ทั้งหมดนี่ ดูเป็นจริงเป็นจัง ก็แค่ autumn in my heart เรื่องเดียว
    จำได้ว่า นั่งดูครั้งแรก ร้องไห้จนกระดาษทิชชู่กองเบ่อเริ่ม
    แม่เดินลงมาดูว่า ลูกสาวเป็นอะไร ร้องไห้ตอนดึกดื่น (ตอนนั้นมันฉายดึก)

    สงสารอึนโซ กับพี่เทซก

    ….

    เรื่อง winter love song ดูนิดเดียว ไม่ชอบพระเอกนางเอก
    แต่รู้ว่าเศร้าเอาการเหมือนกัน

    ….

    อีกสองเรื่องไม่ได้ดูเลย
    อยากดูมากๆ

    ….

    เอามาดูให้ตาช้ำกันไปข้างนึงเลยดีมั้ย

    ….

    ระยะ – เยื่อใย


    จาก Comment ของ EscRiBiTioNiSt*
    “มันแปลว่า “ความรัก” จะไม่เข้า concept เศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง นิ?

    แล้วก็แปลว่า “ความรัก” เป็น infinity นิรันดร หาประมาณมิได้

    ..

    ก็แค่ความผูกพัน ที่ไร้เชือก ไร้สายป่าน ไร้ซึ่งเยื่อใย”

    ………….

    เคยได้ยินไหม ผูกพัน มันเหนียวกว่าเชือกป่าน แต่ก็ขาดง่ายกว่าใยแมงมุม
    อยู่ที่คนสองคน รักษามันไว้ได้แค่ไหน

    ผูกพัน มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเอง ไม่ได้จงใจ
    ห้ามไม่ได้ ตัดไม่ขาด แต่หากขาดแล้ว จะต่อให้ติดอีก คงยาก

    ส่วนที่เธอบอกว่า ไร้ซึ่งเยื่อใย นั้นผิด
    ถ้าไม่มีเยื่อใย จะไม่มีผูกพัน
    เพราะเยื่อใยนั้นมันพันผูกเอาไว้
    เพียงแต่มากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครรู้

    จะมาก จะน้อยก็ตาม มันก็อยู่ที่ระยะ
    ถ้าเยื่อใยที่ผูกพันกันมันมีน้อย
    หากแต่ไม่เคยอยู่ห่างเกินไปให้ใยขาด
    หรือใกล้ไปจนมันรัดรั้งเจียนขาด
    ใยน้อยๆ นั่น ก็ผูกพันได้แสนนาน

    ตรงกันข้าม หากที่ผูกพันเป็นเยื่อใยมากมาย
    มีความทรงจำหลายอย่าง ใยอาจเหนียวแน่น
    แต่ถ้าห่างเกินไป หรือ ดึงรั้งเกินไป
    ต่อให้เหนียวแค่ไหน … ก็ไม่อาจอยู่ทนได้

    ต่างฝ่ายต่างต้องมีระยะ
    ถ้าไม่อาจสร้างเยื่อผูกใยเพิ่มขึ้นได้
    ก็ต้องรักษาระยะที่มีให้มันพอดี
    ที่ใยบางๆ จะผูกกันอยู่ อย่างสบายๆ

    เยื่อใย .. ผูกพัน


    “จะรู้เมื่อไหร่ว่า คน 2 คนที่รักกันแต่ไม่ควรคบกันอีกต่อไปแล้ว”

    “ถ้าคนสองคนรักกันด้วยใจจริงและรักอย่างหมดหัวใจ มันไม่มีคำว่าพอหรอก”

    : The mexican

    อ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ
    ถ้าเมื่อไหร่หัวใจบอกว่า พอ คงเพราะความรักมันยังไม่หมดหัวใจใช่ไหม ?
    หรือเพราะหัวใจมันหมดแรง

    อ่านซ้ำไปซ้ำมาอีกครั้ง
    ถ้า “รักกัน” คงไม่มีคำว่า พอ
    แต่ถ้า “รัก” เพียงคำเดียว เพียงคนเดียว … คงต้อง พอ

    ระยะ ที่เราต่างมีให้กัน
    รับรู้ รู้ดี มีน้ำหนักในหัวใจเขามากกว่าใครอื่นทั่วไป
    แต่ยังไม่มากพอจะทำให้หัวใจไหวหวั่น

    ระยะที่เหมือนจะใกล้ แต่ก็ยังมีอะไรกั้นขวาง
    ระยะที่ไม่อาจไกล เพราะยังมีเยื่อใยยึดเหนี่ยว

    ไม่ใช่ห่วง ไม่ใช่ใย ของฉันเพียงฝ่ายเดียว
    แต่ใย แต่ห่วง ก็ไม่เหนียวพอจะรั้ง
    ได้แต่ผูกพันกันไว้ ให้รับรู้ว่า ยังมีกัน

    มีเพียงเท่านี้ … ณ เวลานี้
    ที่รู้สึกและรับรู้ได้

    Older entries »
    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.