ange ~*

I have kissed only one frog and I believe that he is a prince but maybe he is not mine …

กรุสำหรับ love

กล่องความทรงจำ*

[ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น และเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ฉันเชื่อว่า มันจะผ่านไปเร็วๆ ]

บางที่ที่เป็นเหมือน secret garden ที่ที่ความทรงจำออกวิ่งเล่นซ่อนหา
มันเป็นที่พิเศษที่มีไว้ให้คนพิเศษ คนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
เมื่อกลับมาที่นี่อีกครั้ง ความทรงจำเก่าๆ ก็ต่างวนกลับเข้ามาวิ่งเล่นเหมือนอย่างเดิม

ฉันเคยบอกใครบางคนไว้เหมือนกันว่า เขาเป็นคนพิเศษ และเมื่อพิเศษแล้ว กลายเป็นคนธรรมดาไม่ได้หรอกนะ ก็พิเศษไปแล้วนี่นา ^^

secret garden ของความทรงจำแต่ละคน ถ้าถูกคนอื่นรื้อค้นคงยากจะเข้าใจ
นั่นก็ดีนะ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่ควรต้องมาเข้าใจด้วย แต่แปลก ที่ฉันเข้าใจเธอ

หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น คล้ายกับหลายสิ่งที่ฉันทำ
ความรู้สึกหลายอย่างที่ฉันเคยรู้สึก ก็ไม่ต่างกับความรู้สึกที่อยู่ในนั้น
ฉันเลยไม่แปลกใจเลยกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ … ไม่แปลก

ฉันเข้าใจเธอ เหมือนที่ฉันเข้าใจตัวฉันเอง

ถ้าเป็นเธอ เธอจะทำอย่างไรนะ
คงไม่ต่างจากฉันหรอกมั้ง [แค่อาจไม่น่ารำคาญเท่าฉัน ^^ ]

ฉันหวังว่า “บางสิ่ง” มันจะผ่านไปเร็วๆ และหวังว่า มันจะเป็นแค่ “ภาพลวงตา” ในวันที่อากาศร้อนจัด
ฉันหวังให้มันเป็นแค่ “ภาพลวงตา” หรือแค่ “ความฝัน” เหมือน mid-summer night dream ที่เมื่อตื่นมาแล้วทุกสิ่งก็หายไป

มันควรจะเป็นอย่างนั้น … แบบที่มันควรจะเป็น

[มันเหมือนฝันดีนะ ... แต่ตอนนี้ ฉันกลับรู้สึกว่า มันเป็นฝันร้าย ที่ฉันอยากตื่นไวๆ]

- ขอโทษนะ -

อ่อ! คนที่ใส่ใจอะไรเล็กๆน้อยๆ เป็นคนที่น่ารักจริงๆ นะ ^^

กำลังใจ*

ดูเรื่อง Me . . Myself ตอนที่อุ้มบอกแทนว่า
“น้าแทนเก่งที่สุดในโลก สำหรับน้าอุ้ม”

ทำให้ฉันนึกถึง ฉากจบของซอดองโย
“ทำไมเจ้าให้กำลังใจข้ามาตลอด ไม่เคยหยุดเลย”

….

ตั้งแต่ดูซอดองโยวันนั้น
จนมาถึงหนังวันนี้

ฉันนั่งนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่อยู่เคียงข้างเขา
จากที่เคยคิดว่า ตัวฉันเองทำดีที่สุดแล้วในทุกอย่าง
กลับรู้ว่า มีสิ่งหนึ่งที่ฉันบกพร่องไป

“ฉันไม่เคยให้กำลังใจเขาเลย”

ไม่ใช่ไม่เชื่อว่า เขาทำได้
แต่หลายครั้งก็เก็บความเชื่อมั่นในตัวเขาเอาไว้ในใจ
ไม่ได้พูด ไม่ได้เอ่ยออกมา
และอีกหลายครั้ง กลับพูดจาตรงข้ามกับที่คิดในใจ
แทนที่จะให้กำลังใจ กลับกลายเป็นเย้ยหยัน

นี่คงเป็นข้อหนึ่งที่ทำให้เราต้องเลิกรา

….

เมื่อวาน นึกถึงเรื่องนี้
เลยได้โอกาสบอกกับเขาไป

แต่ก่อน ฉันไม่เคยให้กำลังใจเขาเลย
แต่ฉันรู้ว่า เขาเก่งเสมอ
อย่างน้อย ก็เก่งที่สุดสำหรับฉันนะ

ถ้าฉันไม่ได้พูด ไม่ได้แสดงออกไป
ก็ขอให้รู้ไว้ว่า ฉันก็ให้กำลังใจเขาอยู่นะ

เขาฟัง .. รับคำ

อย่างน้อยฉันก็ได้บอกออกไปแล้ว
แม้วันนี้เราจะเลิกรากัน
แต่สายสัมพันธ์ของความเข้าใจ ยังมีอยู่

เหมือนฉันและเขา ค่อยแก้ปมในใจ ทีละเปลาะ

ระหว่างเรา เป็นเช่นนั้น

….

เคยนั่งคิดนะว่า
ระหว่างคนที่รักเรามองเห็นเราเก่งตลอดเวลา
กับคนที่รักเรา ทั้งๆที่เขาไม่เห็นอนาคตอะไรในตัวเราเลย

ใครใช้ความอดทนมากกว่ากัน
ใครใช้ความรักมากกว่ากัน

แน่นอน ความรัก มันวัดกันไม่ได้

แต่สำหรับฉันแล้ว

รัก ทั้งๆที่ มองไม่เห็นทางข้างหน้า
กับ รัก ที่ทำให้มองเห็นทางสดใส

อย่างแรก เหมือนรักคนตาบอด
รู้ว่าไม่มีทางหาย แต่ก็พร้อมจะสู้ไปด้วยกัน

อย่างหลัง เหมือนรักอย่างมีหวัง
เชื่อมั่นว่า สักวันตาจะหาย ทำให้มีแรงสู้ต่อไป

แล้วถ้า … ตาไม่หายละ ?

นึกถึง ฤ คิดถึง

นึกถึง ฤ คิดถึง

เคยถามให้ใครคนหนึ่งจำกัดความเอาไว้

เขาว่า นึกถึงนั้นเบาบางในหัวใจ
อาจรู้สึกได้แค่ในบางเวลา

เดินผ่านม่านความทรงจำเก่าก่อน
แล้วนึกย้อนถึงคืนวันถวิลหา
ความรู้สึกวันนั้น … คือ นึกถึง กาลเวลา
ในรอยจำที่ผ่านมา ยังไม่เลือน

คิดถึง คิดถึง เกิดทุกเมื่อ
ไม่ว่าขึ้นรถ ลงเรือ ก็คิดถึง
จะกินข้าวดูหนัง ยังคำนึง
คิดถึง คิดถึง ตลอดทุกนาที

คิดถึง คนที่ทำให้หัวใจหนัก
คิดถึง เพราะความรักยังเต็มให้รู้สึก
คิดถึง คิดถึง ย้ำรอยลึก
ไม่ใช่แค่สัมผัสแผ่วที่รู้สึก
แต่ฝังลึก … เกินลบเลือน

….

  • ยังคิดถึง เพราะเขายังมี “น้ำหนัก” ในหัวใจ
    แม้จะเบาบางลงไป
    แต่ก็รู้ว่า … ยังรู้สึก
  • ยิ้มให้กับความผิดหวัง*

    ยิ้มให้กับความผิดหวัง*

    เธอบอกไม่เข้าใจ บอกไม่เข้าใจคนอย่างฉัน

    ฉันยิ้มได้อย่างไร ยิ้มได้อย่างไร

    เมื่อเธอมาบอกกันว่าขอลา

    ฉันที่เคยรักเธอ ก็ยังรักเธอเหมือนผ่านมา

    ฉันยิ้มเพราะมันเหนื่อย ไม่เหลือแรงบีบน้ำตา

    ถึงเวลาต้องยิ้มให้มัน

    ยิ้มให้ความผิดหวังอย่างคนคุ้นเคย

    ยิ้มให้ความมืดมนอย่างคนรู้จักกัน

    นี่คือเพื่อนเก่า ที่เราต้องเจอ

    เจอกันมานานแสนนาน

    ร้องไห้ให้กับมันช่างดูง่ายดาย

    เหมือนมันไม่ท้าทายเท่าเรายิ้มให้มัน

    สุขก็ยิ้มได้ เจ็บก็ยิ้มได้ ให้ราคามันเท่ากัน

    ยิ้มให้มันก็พอ

    ฉันไม่ได้แข็งแรง ไม่ได้มั่นคง สักเท่าไหร่

    แค่รู้ว่าบางที แอบยิ้มตอนที่เสียใจ

    เหมือนอะไรก็ง่ายขึ้นมา


    ฟังเพลงนี้แล้ว รู้สึกว่า คนเราจะเติบโตอย่างเข้มแข็งได้นั้น

    ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ เสียใจ ด้วยรอยยิ้มให้ได้

    ในรอยยิ้ม … ไม่ใช่ไม่เจ็บ ไม่ใช่ไม่เสียใจ

    แต่พร้อมที่จะเผชิญหน้า …

    แม้ว่าจะมีความกลัวอยู่ภายในจิตใจ

    แต่ก็พร้อมที่จะลุกขึ้น และก้าวต่อไป

    แม้จะเจ็บ แต่ก็พร้อมจะหาย

    พร้อมจะมองโลกอย่างสดใส … อีกครั้ง


    ร้องไห้ให้กับมันช่างดูง่ายดาย

    เหมือนมันไม่ท้าทายเท่าเรายิ้มให้มัน

    ชอบประโยคนี้

    จริง … ที่ร้องไห้ ช่างดูง่ายดาย

    การที่เรายิ้มกับมันได้ … มันท้าทายกว่าเยอะ

    รอยยิ้ม … บอกให้เรารู้ว่า

    เราจะผ่านมันไปได้ … ในสักวัน

    ….

    วันนี้ ฉันเองก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรนักหนา

    แต่ฉันรู้ว่า ฉันเติบโตขึ้น

    และพร้อมจะยิ้มให้กับความทุกข์ ความเสียใจ

    หรือ อะไรก็ตามที่ฉันจะต้องเจอะเจอ

    อาจยังคงมีรอยน้ำตาหลงเหลืออยู่บ้าง

    แต่ .. ฉันก็มีรอยยิ้ม … แต่งแต้มใบหน้า

    มากกว่าคราบน้ำตาเกรอะกรัง

    ….

    ฉันได้แต่บอกตัวเอง … แล้วมันจะผ่านไป …

    sometimes

    sometimes the best way to love is to leave*

    ระยะ

    เคยเขียนเรื่อง ระยะ ลงในไดอารี่มาครั้งหนึ่ง
    วันนี้นึกถึง ระยะ อีกครั้ง

    ฉันว่า ในความสัมพันธ์แต่ละความสัมพันธ์ของแต่ละคน
    ต่างต้องมีระยะที่พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป
    ระยะของคนนี้ กับอีกคน ก็ไม่เท่ากัน
    อยู่ที่ความสัมพันธ์ ช่วงเวลา และอีกหลายๆ ปัจจัย

    พูดๆ ฟังดูเหมือนไม่ยากอะไร
    แต่ไอ้แค่คำว่า “พอดี” นี่ละ ที่ยากเหลือเกิน
    เพราะความพอดีของแต่ละคนไม่เท่ากัน

    สำหรับเรา อย่างนี้เห็นว่า พอดีแล้ว
    แต่มันอาจมากไป หรือ น้อยไป สำหรับอีกฝ่ายก็ได้

    แล้วจะทำอย่างไร ?

    เขาถึงบอกกันว่า ในความสัมพันธ์ต่างๆ
    เราต้องปรับตัวเข้าหากัน
    ไม่ใช่เฉพาะกับคนรักหรอก
    กับครอบครัว กับเพื่อน หรือคนรอบข้าง
    เราต่างต้องปรับตัวด้วยกันทั้งนั้น
    ไม่เช่นนั้นเราก็อยู่ร่วมกันไม่ได้
    หรือ เกิดความร้าวฉานในความสัมพันธ์นั่นเอง

    การปรับตัวนั้นจะทำได้เราก็ต้องรู้จักใส่ใจ
    ใส่ใจ สนใจ ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
    สิ่งไหนเขาชอบ สิ่งไหนไม่ชอบ
    แล้วค่อยปรับ ค่อยจูนเข้าหากัน
    อะไรที่ปรับได้ ก็ปรับแก้เสีย
    อะไรที่ยากไป ก็ลองถามให้อีกฝ่ายปรับดู
    สุดท้าย มันอยู่ที่ เรายอมรับกันและกันได้มากแค่ไหน
    ใส่ใจในความรู้สึกของกันมากเท่าไหร่

    เท่านั้นเอง

    กับความรัก สำหรับฉัน
    จำได้ว่า เราเคยมีระยะที่ใกล้กันมากที่สุด
    และห่างไกลกันมากที่สุด เช่นกัน
    ยังไม่เคยมีความ “พอดี” ในความสัมพันธ์ของฉันกับเขาเลย

    ตอนนี้ เป็นระยะที่ใกล้คำว่า “พอดี” มากที่สุดระหว่างเรา
    เป็นระยะ ที่ฉันและเขามองเห็นกันและกันอยู่
    ยังคงยิ้มให้กัน รับรู้ว่า ยังมีอีกคนอยู่ตรงนั้น
    แต่ … ไม่ใกล้ไปกว่านั้น

    ที่บอกว่า ใกล้คำว่า “พอดี” ก็เพราะว่า
    สำหรับฉันแล้ว ตัวฉันเอง ยังละความรู้สึกที่อยาก “ใกล้” มากขึ้นกว่านี้ไม่ได้
    แค่รับรู้ว่า “ไม่ได้” แต่ยังมี “ความอยาก” ใกล้อยู่นั่นเอง
    ส่วนตัวเขานั้น ฉันไม่รู้หรอกว่า มันพอดีสำหรับเขาหรือยัง
    รู้เพียงแต่ว่า เขาจะอยู่ใกล้หรือไกลอย่างไร
    มองมาเมื่อไหร่ ก็ยังเห็นฉันยืนยิ้มอยู่ที่เดิมเสมอ
    ไม่ดีเลยสำหรับฉัน แต่คงดีสำหรับเขาละ

    ฟังดูเหมือนเขาเห็นแก่ตัว
    แต่สำหรับฉันแล้ว คนที่ไกลมากๆ มาครั้งหนึ่ง
    ฉันรู้ดีว่า เขาปรับตัวมากขึ้นแล้ว

    อย่างน้อย ฉันก็สามารถมองเห็นเขายืนยิ้มให้ฉันได้บ่อยขึ้นกว่าเดิม
    และหลายๆ ครั้งหากมองไม่เห็นเขา
    ก็สามารถเรียกให้เขาหันมายิ้มให้ได้
    โดยไม่ได้ทำหน้ารำคาญใจแต่อย่างใด

    เป็นระยะที่เกือบจะน่าพึงพอใจ
    ถ้าเพียงแต่ฉันจะรู้จัก “คิดถึง”เขาให้น้อยลงกว่านี้
    คงจะ “พอดี” สำหรับเรา

    ระยะที่เยื่อใยยังผูกพันเราเอาไว้
    ระยะที่ไม่อาจใกล้มากกว่านี้
    แต่ก็ไม่มีอะไรทำให้เราไกลไปกว่าเดิม

    ระยะที่มีเรา มีตาบ๊องของยัยบ๊อง
    มียัยบ๊องของตาบ๊อง
    มีเค้า มีตัวเอง
    แต่ … ยังคงไม่มี “เรา”

    เขาถึงบอกกันว่า …
    มนุษย์เรา ไม่เคยรู้จักคำว่า “พอดี” เสียที

    ระยะ – เยื่อใย


    จาก Comment ของ EscRiBiTioNiSt*
    “มันแปลว่า “ความรัก” จะไม่เข้า concept เศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง นิ?

    แล้วก็แปลว่า “ความรัก” เป็น infinity นิรันดร หาประมาณมิได้

    ..

    ก็แค่ความผูกพัน ที่ไร้เชือก ไร้สายป่าน ไร้ซึ่งเยื่อใย”

    ………….

    เคยได้ยินไหม ผูกพัน มันเหนียวกว่าเชือกป่าน แต่ก็ขาดง่ายกว่าใยแมงมุม
    อยู่ที่คนสองคน รักษามันไว้ได้แค่ไหน

    ผูกพัน มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเอง ไม่ได้จงใจ
    ห้ามไม่ได้ ตัดไม่ขาด แต่หากขาดแล้ว จะต่อให้ติดอีก คงยาก

    ส่วนที่เธอบอกว่า ไร้ซึ่งเยื่อใย นั้นผิด
    ถ้าไม่มีเยื่อใย จะไม่มีผูกพัน
    เพราะเยื่อใยนั้นมันพันผูกเอาไว้
    เพียงแต่มากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครรู้

    จะมาก จะน้อยก็ตาม มันก็อยู่ที่ระยะ
    ถ้าเยื่อใยที่ผูกพันกันมันมีน้อย
    หากแต่ไม่เคยอยู่ห่างเกินไปให้ใยขาด
    หรือใกล้ไปจนมันรัดรั้งเจียนขาด
    ใยน้อยๆ นั่น ก็ผูกพันได้แสนนาน

    ตรงกันข้าม หากที่ผูกพันเป็นเยื่อใยมากมาย
    มีความทรงจำหลายอย่าง ใยอาจเหนียวแน่น
    แต่ถ้าห่างเกินไป หรือ ดึงรั้งเกินไป
    ต่อให้เหนียวแค่ไหน … ก็ไม่อาจอยู่ทนได้

    ต่างฝ่ายต่างต้องมีระยะ
    ถ้าไม่อาจสร้างเยื่อผูกใยเพิ่มขึ้นได้
    ก็ต้องรักษาระยะที่มีให้มันพอดี
    ที่ใยบางๆ จะผูกกันอยู่ อย่างสบายๆ

    เยื่อใย .. ผูกพัน


    “จะรู้เมื่อไหร่ว่า คน 2 คนที่รักกันแต่ไม่ควรคบกันอีกต่อไปแล้ว”

    “ถ้าคนสองคนรักกันด้วยใจจริงและรักอย่างหมดหัวใจ มันไม่มีคำว่าพอหรอก”

    : The mexican

    อ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ
    ถ้าเมื่อไหร่หัวใจบอกว่า พอ คงเพราะความรักมันยังไม่หมดหัวใจใช่ไหม ?
    หรือเพราะหัวใจมันหมดแรง

    อ่านซ้ำไปซ้ำมาอีกครั้ง
    ถ้า “รักกัน” คงไม่มีคำว่า พอ
    แต่ถ้า “รัก” เพียงคำเดียว เพียงคนเดียว … คงต้อง พอ

    ระยะ ที่เราต่างมีให้กัน
    รับรู้ รู้ดี มีน้ำหนักในหัวใจเขามากกว่าใครอื่นทั่วไป
    แต่ยังไม่มากพอจะทำให้หัวใจไหวหวั่น

    ระยะที่เหมือนจะใกล้ แต่ก็ยังมีอะไรกั้นขวาง
    ระยะที่ไม่อาจไกล เพราะยังมีเยื่อใยยึดเหนี่ยว

    ไม่ใช่ห่วง ไม่ใช่ใย ของฉันเพียงฝ่ายเดียว
    แต่ใย แต่ห่วง ก็ไม่เหนียวพอจะรั้ง
    ได้แต่ผูกพันกันไว้ ให้รับรู้ว่า ยังมีกัน

    มีเพียงเท่านี้ … ณ เวลานี้
    ที่รู้สึกและรับรู้ได้

    Track

    วันนี้ฉันรู้สึกเหมือนมองเห็นความเป็นจริงบางเรื่อง
    ชีวิตของเรา ความรักของเรา ในบางครั้งก็เหมือนลู่วิ่ง
    มีใครบางคนยืนอยู่ในตำแหน่งไม้ผลัดต่างๆ

    จุดหมายปลายทางของนักวิ่งแต่ละคนก็ต่างกัน
    ความคาดหวังที่แต่ละคนต้องแบกรับไว้ก็ไม่เท่ากัน

    คนที่วิ่งอยู่ที่ไม้ที่ 1
    เป้าหมายของเขาคือ คนที่รออยู่ที่ไม้ที่ 2
    นั่นคือ อนาคตที่เขามองเห็น

    สำหรับไม้ที่ 1 นั้น เมื่อส่งไม้ผลัดสู่มือ ไม้ที่ 2 แล้ว
    ใจก็หวังว่า คนที่ 2 จะวิ่งไปข้างหน้าอย่างเร็วที่สุด แล้วเขาจะชนะ
    ไม้ผลัดนั่น เหมือนเป็นความหวัง ความฝัน ที่หยิบยื่นให้เขานำพาไป

    แต่ถ้าอยู่ที่ไม้ที่ 3
    หากหันกลับไปมองไม้ที่ 2 ที่กำลังวิ่งมา
    คงไม่ได้คิดว่า ไม้ที่ 2 นั่นเป็นจุดหมายปลายทาง
    คงคิดแต่เพียงว่า มาเร็วๆ สิ มาเร็วกว่านี้อีก
    ไม่ว่าจะวิ่งเร็วเท่าไหร่ อย่างไรเสีย ใจก็ไปเร็วกว่าอยู่ดี

    …..

    ฉันเอง เคยบอกไว้เสมอ
    ฉันไม่เห็นอนาคตของเขา
    รวมถึง มองไม่เห็นอนาคตร่วมกับเขาเลยสักนิด
    ตราบใดที่เขายังไม่ก้าวออกมาจากสิ่งที่เขาจมเวลาอยู่

    ผิดกับเธอคนนั้น

    เพราะเขา เธอจึงดูมีอนาคต
    เพราะเขา เธอจึงก้าวขึ้นมาจากสิ่งที่เธอเคยล้มอยู่
    เขา เป็นอนาคตของเธอ ที่เธอฝากชีวิตเอาไว้

    ระหว่างคนที่มีความหวังอยู่ที่เขา
    กับคนที่มองเขาอย่างไร้หวัง

    ฉันเข้าใจ … ว่าทำไม …. ทำไม

    …..

    บางที อนาคตของฉัน คงอยู่ที่คนวิ่งไม้ที่ 4
    แม้ว่า อาจจะช้าลงไปบ้าง เพราะสะดุดล้มตอนที่รับไม้จากเขา

    แต่จะไปถึงจุดหมาย ไม้ที่ 4 หรือไม่
    ฉันคงต้องลองวิ่งดู

    …..

    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.